ผมเชื่อว่า มีท่านผู้อ่านหลายๆคน ไปชมภาพยนต์ Sci-Fi Action ฟอร์มยักษ์ อย่าง “Iron Man 2″ กันแล้ว และเชื่อว่า หลายคน กลายเป็นแฟนคลับของ “Tony Stark” และ “Iron Man” อย่างเต็มตัว หลังจากชมภาพยนต์จบลง
ตัวภาพยนต์เป็น Action ที่สนุก ตื่นเต้น มี Production ที่น่าสนใจ มีการแสดง อุปกรณ์ไฮเทคและ เทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่ได้เห็นในโลกยุคปัจจุบันหลายฉาก
แต่ท่านผู้อ่านที่ได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้ สังเกตมั้ยครับ ว่า ในตัวภาพยนต์ แทบจะเรียกได้ว่าตลอดระยะเวลาที่ฉาย มีการใช้งาน หรือโชว์ Product ต่างๆมากมายหลายแบรนด์ โดยที่เรา ไม่ทันได้สังเกตเสียด้วยซ้ำ ว่าใครเป็นคนใช้ ใช้เมื่อไหร่ หรือเห็นตอนไหน
“Iron Man” นับว่าเป็น กรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับ “Product Placement in Movies” หรือ ภาพยนต์ ที่มีแบรนด์สินค้าต่างๆ เข้าไป Tie-in เยอะที่สุดเรื่องหนึ่งของฮอลลีวู้ด
โดยจำนวนแบรนด์ทั้งหมดที่เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนต์ “Iron Man 2″ นั้น มีถึง 56 แบรนด์ มากกว่า “Iron Man” ภาคแรก ที่มีจำนวน 42 แบรนด์
การ ทำ “Product Placement” ของ
แบรนด์และสินค้า เข้าไปในภาพยนต์ เป็นสิ่งที่มักมีให้เห็นเป็นประจำ โดยเฉพาะหนังฟอร์มใหญ่ ที่คาดว่าจะทำรายได้มหาศาล และถูกพูดมาก จากทั้งผู้ชม นักวิจารณ์และสื่อต่างๆ
หนังฟอร์มใหญ่ ผู้สร้างย่อมทุ่มงบประมาณซื้อสื่อจำนวนมาก เพื่อวางแผนเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในหลากหลายรูปแบบ ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เป็นแคมเปญระดับโลก ที่ทำในทุกๆประเทศที่ภาพยนตร์เข้าฉาย
การ
ทำ “Product Placement” ของแบรนด์ต่างๆ จึงเกิดขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆที่ภาพยนต์ใช้ เพิ่มการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย สร้างการรู้จัก (Brand Perception) เสริมสร้างมูลค่าที่เป็นคุณค่าของแบรนด์ (Brand Equity) การสร้างรายได้จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่
ซึ่งถ้าจะให้แบรนด์ต่างๆ ไปทำการตลาดเองในแต่ละประเทศ นอกจากจะต้องใช้งบประมาณที่สูงมาก ยังต้องใช้ทรัพยากรอย่างอื่นมากขึ้นไปอีก ซึ่งหลายธุรกิจ แม้จะมี Local Office ในหลายประเทศ แต่ Local Office เหล่านั้นอาจจะไม่มีทรัพยากรและงบประมาณในการทำการตลาดก็เป็นได้
“Product Placement” หรือ “Embedded Marketing” จึงเป็นหนึ่งใน “ส่วนประสมทางการตลาด” ด้านการโฆษณา
ที่จะตอบโจทย์ต่างๆเหล่านี้ได้
และยิ่งไปกว่านั้น “Iron Man” เป็นภาพยนต์ที่สร้างมาจาก การ์ตูน Comic ชื่อดัง จาก “Marvel Comics” ตั้งแต่สมัยปี 1963 หรือ 47 ปีมาแล้ว
เรียกได้ว่า สร้างฐานแฟนๆมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ
ตัวละครต่างๆ ก็มี คาแรคเตอร์ ที่โดดเด่นของตัวเอง ด้วยความเป็น “Super Hero” ที่อยู่ในดวงใจของเด็ก ทั้งอเมริกัน และเด็กๆทั่วโลก
ความเป็น
คาแรคเตอร์ นี้เอง ถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่ง มีเอกลักษณ์ และมีมูลค่าในตัวของมันเอง
ทั้งตัว “Iron Man” เอง ตัวพระเอกอย่าง “Tony Stark” พระรอง นางเอก ตัวร้าย ทุกตัวมีความเป็นแบรนด์อยู่ในตัวเอง
ดังนั้น การที่ สินค้าและแบรนด์ถูก Tie-in เข้าไปในภาพยนต์ “Super Hero” จึงแตกต่างจากการทำ “Product Placement” ทั่วไปในภาพยนต์
เพราะนอกจากจะได้ “Brand Awareness” แล้ว “Marvel Comics” ยังให้สิทธิ์ในการนำคาแรคเตอร์ของ “Tony Stark” และ “Iron Man” ไปใช้กับสินค้าแบรนด์นั้นๆ มาเสริมสร้างแบรนด์ของตนอีก
เรียกว่ายิงนกทีเดียว ได้ถึง 2 ตัว
ทั้งการโฆษณาไปกับตัวภาพยนต์ แถมยังได้สิทธิ์เอาตัวละครมาใช้คู่กับผลิตภัณฑ์ต่างๆอีก
“Super Hero Marketing” จึงเป็น “Product Placement” ที่เหนือกว่า การนำแบรนด์และผลิตภัณฑ์ ไปโฆษณาใน ภาพยนต์ทั่วๆไป
|
แต่ละแบรนด์ที่เข้ามามีส่วนร่วมกับภาพยนต์ “Iron Man 2″ มีส่วนร่วมอะไร และได้อะไรกลับไปบ้าง มาดูกันครับ
สรุป เป้าหมายของการทำ “Product Placement” ของแต่ละแบรนด์
|
|
“Iron Man” ภาคแรก ที่ฉายไปเมื่อปี 2008 มี “Product Placement” ทั้งหมด 42 แบรนด์ ตลอดความยาวของภาพยนต์กว่า 125 นาที ในภาคแรก ผู้สร้าง ใช้งบประมาณลงทุน กว่า $140 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่สามารถสร้างรายได้กลับคืนมา กว่า $585 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เบื้องหลังการตลาดเพื่อโปรโมทภาพยนต์ “Iron Man” ภาคแรก ใช้งบประมาณการตลาดไปราวๆ $50-$75 ล้านเหรียญสหรัฐ
สำหรับแบรนด์ดังที่เข้ามาทำ “Product Placement” ใน “Iron Man” ภาคแรก คือ
จะเห็นว่า ทุกแบรนด์ ที่มีอยู่ในภาพยนต์ภาคแรก ก็กลับมามีอยู่ในภาพยนต์ภาคที่ 2 ด้วย เนื่องจากคุ้มค่าและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของแต่ละแบรนด์นั่นเอง |
|
เกร็ดเล็ก เกร็ดน้อย หนัง “Super Hero” แต่ละเรื่อง มีแบรนด์ใดบ้างที่เข้ามาทำ “Product Placement”
|












No comments yet.
Leave a comment