รีวิว reMarkable 2

Update: 23 ตุลาคม 2022


ช่วงนี้เห็น reMarkable ยิงแอดบ่อย ว่าส่งมาไทยแล้ว ใช้เวลา 2-7 วัน

ทุกวันนี้ผมใช้ reMarkable บ่อยกว่า iPad Pro อีก


ใครที่ได้เจอกัน คงจะได้เห็นว่าผมจะหยิบเครื่องนี้มาจดๆ อยู่ตลอดเวลา

จดจนหัวปากกาสึกไปสองอันแล้ว 😂😂


ความตั้งใจนึงของปี 2022 คือ Paperless

เพราะต้องการลดปริมาณคาร์บอนและกระดาษ


ล้อเล่นครับ อ้างเหตุผลซะดูดี 555

จริงๆ แล้ว คือ ห้องมีแต่หนังสือเยอะไปหมด


ยังมีทั้งกระดาษ ใบเสร็จ เอกสาร สมุด

เลยอยากจัดการให้เรียบร้อย เน้นเก็บเฉพาะสิ่งของจำเป็น


หนังสือ ก็จะเปลี่ยนไปดอง e-book แทนเล่มจริง

(แพคไปบริจาคแล้วประมาณ 200 เล่ม ใส่ลังใหญ่ 2 ใบ)


ส่วนตัว ปกติจะจดบนสมุด Moleskine เท่านั้น เพราะกระดาษมันดี เขียนคล่อง คงหาอะไรมาทดแทนยาก และมันเป็น collection สะสมด้วย พวก Lego, Starwars และอื่นๆ


พยายามจะหาอะไรมาใช้แทนสมุดจด ตั้งแต่ iPad Pro 12.9” , iPad Pro 11

มันก็พอเขียนได้ แต่เขียนไม่สนุกเท่าเขียนบนกระดาษ


พยายามเอาไปติดฟิล์ม Paper-like หลายยี่ห้อ ใช้ไปไม่เกิน 3 วันต้องลอกออกละ รำคาญ และยังทำให้หน้าจอสีสวยๆ ดูด้อยค่าไปเลย


พอ Boox Note ทำแทบเล็ตหน้าจอ e-ink ออกมา คิดว่าจะเจอเครื่องมือถูกใจ เลยลองซื้อมาใช้ตั้งแต่รุ่น 1,2,3

แต่ก็ยังไม่ได้ประสบการณ์การเขียนที่ดีอย่างที่คิดไว้


แอปจดโน้ตของมันไม่ค่อยถูกจริตเท่าไหร่ หน้าตาไม่สวย ช้า UX ก็งงๆ

รวมแล้ว ไม่ค่อยประทับใจ


จนกระทั่ง มีเพื่อนป้ายยา กับแทบเล็ตหน้าจอ e-ink นาม “reMarkable 2”

เรียกว่าตกหลุมรักตั้งแต่แรกสัมผัส ลงตัวไปทุกอย่าง


 

กลับมา ผมเริ่มศึกษาหาข้อมูล ดูรีวิวตามเว็บและยูทูปช่องต่างๆ และไปอ่านวิจารณ์จากผู้ใช้ตาม Reddit ซึ่งมีคอมมูนิตี้ผู้ใช้งานจริง


ทำการบ้านจริงจังมาก จนมั่นใจว่า reMarkable คือ แทบเล็ตสำหรับจด ที่มาทดแทนกระดาษได้จริงๆ

พอจะสั่งซื้อ มันไม่มีส่งมาไทย


ร้านที่หิ้วมาขายในไทย สินค้าก็หมดเกลี้ยง เลยต้องสั่งเข้ามาเอง ที่เว็บ www.remarkable.com และส่งไปที่อื่นก่อน ค่อยให้ส่งมาไทยทีหลัง (ผมให้เค้าส่งไปอเมริกาแล้ว Ship มาที่ไทย อีกต่อนึง)


อัพเดท : ตอนนี้สามารถสั่งโดยตรงที่เว็บ และส่งมาที่ประเทศไทยได้แล้วครับ

 

ภาพรวม


พอได้เครื่องมา ไม่ผิดหวังเลย รักมาก แทบจะโยน iPad Pro และ Apple Pencil ทิ้ง

เจออะไรที่ใช้แทนสมุด Moleskine ได้แล้ว 🥺🥺




ทั้งสัมผัสเครื่องที่ดูหรูหรา น้ำหนักเบา มีการตอบสนองที่ไวและน้ำหนักของปากกาดี เขียนลื่นหัวแตก (ผมสั่งปากกา Marker Plus แบบที่มียางลบในตัวมาด้วย)


หน้าจอ e-ink คมชัดเหมือนกระดาษ อ่านสบาย ไม่แสบตา


ใช้นานๆไม่ปวดตา ไม่ทำให้ตาเสีย เหมือนพวกจอแทบเล็ตอื่นๆ (แสงมันพุ่งออกมาจากจอเข้าหาตาโดยตรง)


reMarkable เป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นแทบเล็ตที่ให้ประสบการณ์การเขียนที่ดีสุดในโลก (World Best Writing Experience) จากสถาบันลอรีอัล ปารีส (ไม่ใช่ละ) -- รีวิวหลายสำนักพูดตรงกัน


และยังเป็นแทบเล็ตที่บางสุดในโลกด้วย (ณ เดือนมีนาคม 2565)

 

ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฮาร์ดแวร์ที่ดี กับซอฟท์แวร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ


reMarkable เป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างการออกแบบฮาร์ดแวร์ที่ดี และการพัฒนาระบบปฏิบัติการที่ออกแบบมาสำหรับหน้าจอ e-ink โดยเฉพาะ


เป็น Linux ปรับแต่งชื่อ Codex ซึ่งดีกว่าการเอา Android มาทำ e-ink tablet มาก

(จากประสบการณ์ใช้มาหลายเครื่อง)


รุ่นแพง สเปคสูงที่ใช้ Android รู้สึกยังไม่ถูกใจเท่าที่ควร


บางรุ่นใช้ CPU ถึง 8 Core แรม 4GB แต่ยังช้ากว่า reMarkable 2 ที่ใช้ CPU แบบ Dual Core ความเร็วแค่ 1 GHz แรม 512 MB ซะอีก


E-ink ยี่ห้ออื่นที่ใช้ Android จากลองใช้มาหลายรุ่น ปัญหาคือ มันช้า และแอปหลายตัวไม่ได้ถูกออกแบบมาใช้กับจอ E-ink


และเกิดปัญหาน่ารำคาญมาก คือ หน้าจอมันกระพริบ ตอนใช้งานแอป


บางแอปกระพริบมาก บางแอปก็กระพริบน้อย ต้องมาตั้ง setting แยกกัน


แทบเล็ต E-ink ที่ใช้ Android จึงให้ประสบการณ์แค่ พอทำได้ แต่ไม่ได้ดี ขึ้นกับว่าคนใช้พอใจที่จุดไหน (คนอื่นได้แค่นี้อาจจะพอใจแล้ว แต่ผมใช้งานจริงจัง มันไม่พอ)



 

หน้าจอและความรู้สึก เหมือนเขียนบนกระดาษ


ทีมสร้าง reMarkable ใช้ค่าสัมประสิทธิ์ความฝืดของกระดาษ ใส่เข้าไปบนหน้าจอของมัน ด้วยเทคโนโลยีเฉพาะตัว ยี่ห้ออื่นทำก็ไม่ได้ฟีลแบบนี้


และด้วยความที่มันเป็นอุปกรณ์ที่ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากจด


ช่วยให้เราโฟกัสจดจ่ออยู่กับการคิด และ เขียน ซึ่งเป็นเจตนารมย์ของผู้สร้าง reMarkable



ข้อสุดท้ายที่ผมให้ความสำคัญมากๆ มันคือ ประสบการณ์การใช้งาน (User Experience)


แอปที่ใช้จดโน้ตบน reMarkable มีการออกแบบ UX และ UI มาดีมากๆ ใช้งานง่าย

ฟังก์ชั่นครบ และสวยงามน่าใช้ (สำคัญมากอันนี้ เพราะเราต้องใ